เรื่องเล่าชาวมจร.

อาโป อาโป

ภิกษุหนุ่มครองจีวรเตรียมตัวไปทำวัตรเย็น พาดสังฆาฏิขึ้นไหล่ซ้าย เหลือบดูนาฬิกาบนฝากุฏีแวบหนึ่ง “เพิ่งจะ 4 โมงกว่า ๆ เอง”  จึงเดินออกจากกุฏีไปทางทิศตะวันออกของวัด ผ่านซุ้มประตูโขงไปยังหาดทรายหน้าวัด ฤดูร้อนทุกปี แม่น้ำโขงหน้าวัดจะงวดแห้งลงไปมาก จนสามารถเดินข้ามไปฝั่งลาวได้สบาย ๆ  ภิกษุหนุ่มเดินลงไปยังหาดทรายซึ่งวันนี้ เหลือน้ำเป็นร่องเล็ก ๆ กลางหาดทรายเท่านั้น ตะวันยามเย็นสาดแสงต้องสายน้ำไหลเอื่อย ๆ ภิกษุหนุ่มสำรวมจิต เพ่งจับกระแสน้ำที่สะท้อนแสงอันระยิบระยับนั้นในบัดดล

จิตแน่วแน่เข้าสู่ภาวะสงัดนิ่งปราศจากนิวรณ์ครู่ใหญ่ ภิกษุหนุ่มถอนตัวออกจากภาวะนิ่งระงับนั้น หวนย้อนถึงชีวิตตนเองที่ผ่านมา...

เริ่ม บวชเณรเมื่อคราวเรียนจบประถม 6 ตั้งแต่อายุ 12 ที่วัดบ้านเกิดแล้วไปเรียนนักธรรมและบาลีในตัวจังหวัด ก่อนจะย้ายไปเรียนต่อในเมืองหลวงจนสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค พออายุครบ 21 ปี  ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ อยู่จำพรรษากับอุปัชฌาย์พรรษาเดียว ก็ขออนุญาตอุปัชฌาย์มาตั้งสำนักเรียนบาลีที่วัดบ้านเกิดแห่งนี้

ช่วง เดือนมีนาคม-เมษายนทุกปี ภิกษุหนุ่มจะต้องเดินทางไปเสาะหาสามเณรจากจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหนองคาย สกลนคร นครพนม บางปีเคยไปถึงศรีสะเกษ ชักชวนมาอยู่เรียนบาลีที่นี่ การเรียนในปีแรก ๆ เรียนกันที่ใต้ถุนกุฏีหลังใหญ่ของวัด เพราะวัดแห่งนี้ยังไม่มีอาคารเรียนเป็นการเฉพาะ ส่วนศาลาการเปรียญก็คับแคบเกินไป หากเอาโต๊ะเก้าอี้ไปนั่งเรียน ญาติโยมมาทำบุญก็จะไม่สะดวก ปีแรกมีสามเณรมาเรียน 40 รูป พอปีที่ 2 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 70 รูป และจำนวนนักเรียนก็จะอยู่ในราว ๆ นี้เรื่อยมา ภิกษุหนุ่มได้เปิดสอนบาลีที่นี่มา 7 ปีแล้ว ทุก ๆ ปี ลูกศิษย์สามารถสอบได้มากกว่าสอบตก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็อยู่ราว ๆ 75 เปอร์เซ็นต์ ที่สอบได้ สามเณรแต่ละรุ่นที่สอบได้ ส่วนใหญ่มักจะพากันย้ายไปเรียนต่อที่อื่น เหลือเรียนต่อที่นี่เพียงไม่กี่รูป ดังนั้นจึงต้องไปหาสามเณรกลุ่มใหม่มาเริ่มต้นเรียนใหม่ทุกปี  บางปีก็ไปหามาจากฝั่งลาวด้วย

การตั้งสำนักเรียนเปิดสอนบาลีนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรยุ่งยาก ถ้าในวัดมีพระที่มีความรู้พอจะสอนได้ ก็หาพระภิกษุสามเณรมาเรียนได้เลย เมื่อถึงคราวสอบก็ส่งชื่อผู้จะสอบไปยังวัดเจ้าคณะจังหวัด ท่านเจ้าคณะจังหวัดจะรวบรวมชื่อส่งแม่กองบาลีสนามหลวง ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของคณะสงฆ์ที่มีหน้าที่จัดสอบ วัดผลและประกาศผลสอบ ดังนั้น หน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นเรื่องที่แต่ละวัดแต่ละสำนักเรียนจะ ต้องจัดกันเอง หาซื้อหนังสือตำราเอง สร้างอาคารเรียนเอง หาครูสอนเอง ไม่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างจากที่ไหนให้ทั้งนั้น

งานจัดการศึกษาของคณะสงฆ์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของพระในวัดแห่งนั้น ๆ  เป็นสำคัญ
สำนัก เรียนแห่งนี้ มีครูสอนคนเดียวคือตัวภิกษุหนุ่มเอง ภาคเช้า สอนตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสิบโมงครึ่ง ภาคบ่ายตั้งแต่บ่ายโมงถึงบ่ายสี่โมง และภาคค่ำตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่มครึ่ง ภิกษุหนุ่มสอนเป็นปกติเช่นนี้ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

วัดบ้านเกิดของภิกษุหนุ่มแห่งนี้ ญาติโยมศรัทธาหนาแน่นดี ช่วยกันหาปัจจัยซื้อหนังสือตำราบาลีไวยากรณ์ได้กว่า 80 ชุด หนังสือธรรมบททั้งบาลีและแปลเป็นไทยโดยพยัญชนะอีกร่วม ๆ 100 ชุด หนังสือเหล่านี้ใช้มาตั้งแต่รุ่นแรก สามเณรที่มาเรียนก็ช่วยกันรักษาเป็นอย่างดี เรียนกันมา 6-7 ปี ไม่มีอะไรเสียหายมาก สามารถใช้เรียนต่อได้อีกนาน

เมื่อย่างเข้าปีที่ 4 ภิกษุหนุ่มรวบรวมคณะญาติโยมทั้งละแวกใกล้เคียงและจากเมืองหลวงสร้างอาคาร เรียนทรงไทยสองชั้น ขนาด 6 ห้องขึ้นมาหลังหนึ่งหมดเงินไป 4 ล้านกว่าบาท ถ้าพูดถึงพัฒนาการ ถือว่าสำนักเรียนแห่งนี้เจริญเติบโตเร็วมาก ๆ เพราะ 3 ปีแรกยังเรียนกันที่ใต้ถุนกุฎีอยู่ พอย่างเข้าปีที่ 4 ก็สร้างอาคารเรียนหลังใหญ่ขึ้นมา  แต่ความพร้อมด้านอาคารเรียนก็สวนทางกับจำนวนผู้เรียน คือสามเณรที่มาเรียนในปีที่ 5 ลดน้อยลงเหลือเพียง 35 รูป ปีที่ 6 เหลือ 22 รูป พอปีที่ 7 เหลือสามเณรเพียง 9 รูปเท่านั้น ภิกษุหนุ่มพยายามแสวงหาสามเณรจากวัดต่าง ๆ มาเรียนเพิ่มแต่ก็ยังหาไม่ได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะความคิดที่จะส่งลูกหลานเข้ามาบวชเรียนของญาติโยมใน ปัจจุบันไม่มีแล้ว อีกส่วนหนึ่ง เด็ก ๆ ปัจจุบันต้องเรียนถึงชั้นมัธยม 3 ในระบบโรงเรียน จึงหาคนมาบวชเรียนได้ยากขึ้น

แม้จะเหลือสามเณรเพียง 9 รูป ภิกษุหนุ่มก็ไม่สิ้นกำลังใจ ยังจัดเรียนจัดสอนอยู่เช่นเดิม ปีนี้เดือนมีนาคมที่ผ่านมา สามเณรทั้ง 9 รูปเข้าสอบ และก็ไม่ทำให้ภิกษุหนุ่มต้องผิดหวัง เพราะต่างสอบผ่านชั้นประโยค 1-2 ทั้งหมด เมื่อผลสอบบาลีสนามหลวงประกาศออกมาในเดือนเมษายน เหล่าสามเณรทั้ง 9 รูปก็มากราบลาภิกษุหนุ่มผู้เป็นอาจารย์เพื่อไปเรียนต่อที่สำนักเรียนอื่นใน จังหวัดใหญ่ ๆ

ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงวันวิสาขะกลางเดือน พฤษภาคมปีนี้ ภิกษุหนุ่มตะรอนหาสามเณรจากอำเภอต่าง ๆ เลยไปถึงจังหวัดอุดรธานี กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร ก็ไม่มีสามเณรใหม่สักรูปเดียวที่จะมาเรียนบาลีที่นี่ ภิกษุหนุ่มข้ามไปฝั่งลาว หาเด็กชาวลาวมาบวชเรียน ซึ่งก็เช่นกัน เพราะวันนี้ เด็กชายชาวลาวแถว ๆ คำม่วนนี้ ก็ไม่สนใจบวชเรียนแล้ว

ตลอดสัปดาห์ หลังวันวิสาขะ  ภิกษุหนุ่มเฝ้าตรวจตราหนังสือ ตำรับตำราและม้วนเทปแปลธรรมบท จัดการเย็บ ซ่อมแซมและติดกาวหนังสือเล่มที่ชำรุด เก็บเรียงเข้าตู้ไว้อย่างเป็นระเบียบ ทำความสะอาดตู้อย่างบรรจงและปิดไว้อย่างไม่มีกำหนดว่า วันใดจะมีใครมาเปิดเอาหนังสือเหล่านี้ไปอ่าน ไปท่องบ่น ไปเรียนอีก…

ภิกษุ หนุ่ม เดินข้ามร่องน้ำเล็ก ๆ กลางหาดทรายค่อนไปทางฝั่งลาว หันกลับมายืนมองดู กุฏี วิหาร หอกลอง หอโปง  หอระฆัง ศาลาการเปรียญ และอาคารเรียนพระปริยัติธรรมหลังใหญ่หลังนั้น  “อาคารใหญ่โตเหล่านี้ หากไม่มีผู้ศึกษาธรรมวินัยแล้ว ประโยชน์เห็นจะน้อยเต็มที”  ภิกษุหนุ่มรำพึง

การมองดูสิ่งปลูกสร้างในวัดของภิกษุหนุ่มในวันนี้ ดูแปลกไปกว่าการมองคราวก่อน ๆ เหมือนกับว่า...นี่จะเป็นการตัดสินใจอะไรสักอย่างที่สำคัญของชีวิต   

เงา ของอาคารพระปริยัติธรรมทอดไปเกือบจะถึงร่องน้ำกลางหาด ดวงตะวันก่อนลาลับโลกได้ขับแสงทองไล้ทากระแสน้ำอันอ้อยอิ่ง ภิกษุหนุ่มจับตาที่กระแสน้ำสีทองอันระยิบนั้น สำรวมใจไม่วอกแวก หยุดครุ่นคิด เฝ้าตามติดดวงจิตอย่างมุ่งมั่น ชักนำสู่ปัจจุบันขณะ พร้อมภาวนา “อาโป อาโป ฯลฯ”
.............

สายตาที่กำลังเพ่งผืน น้ำกว้างที่สะท้อนเงาสีเงินสีทองจากหอพระไตรปิฎกหินอ่อน ราวกับสหายที่มิได้พานพบกันมานาน ดวงจิตชายหนุ่มสงบระงับ ไม่กระวนกระวาย ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่ต้องการสิ่งใด ๆ หากมีก็เพียงแต่การตระหนักรู้ปัจจุบันขณะเท่านั้น  ชายหนุ่มกำหนดภาวนา “อาโป อาโป ฯลฯ” ในฉับพลันทันใด ไม่มีเรื่องราวอะไรในอดีตเข้ามาข้องแวะและไม่มีเรื่องอะไรในอนาคตมาข้อง เกี่ยว เวลาผ่านไป ๆ ผ่านไปเท่าใด ไม่อาจรู้ได้และไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะรู้ด้วยซ้ำ

“พ่อจ๋า.. พ่อ.. พ่อจ๋า.. หนูหิวข้าว ?” เสียงเจ้าตัวน้อยวัย 2 ขวบกว่า ๆ ผู้เป็นบุตรสาวร้องเรียกเขาจากด้านหลัง ชายหนุ่มละจากอาโปกสิณในทันที เงยหน้ามองไปยังหอพระไตรปิฎกหินอ่อนที่อยู่ฟากน้ำฝั่งโน้น ขณะกลับตัวเดินมาหาลูกน้อย ภาพกุฏี วิหาร หอกลอง หอโปง หอระฆัง ศาลาการเปรียญ และอาคารเรียนพระปริยัติธรรมหลังใหญ่ที่วัดบ้านเกิดผุดขึ้นในใจของเขาสลับ กับภาพหอพระไตรปิฎกหินอ่อนอันเรืองรอง
 
“ไป...ลูก ไปกินข้าวกัน” เขาพูด พร้อม ๆ กับอุ้มเจ้าตัวน้อยเดินออกไป
ฯลฯ

----------------
เขียน ไว้เมื่อ ปี 2548 ลองรื้อไฟล์เก่า ๆ ในเครื่องดู เกรงว่าถ้าทิ้งไว้ที่เครื่องจะสูญหาย หรือไม่เกิดประโยชน์อะไร เลยนำมาลองให้อ่านดูครับ
----------------
ธฤญเดชา  ลิภา


ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม : Download? (4 kb)

เขียนเมื่อ 6 มิถุนายน 2554 | อ่าน 18959
เขียนโดย ชมรมพุทธศาสตร์บัณฑิต 41

 
  อ่าน เรื่องเล่าชาวมจร. อื่นๆ
 
   
รางวัลสำหรับชายทรยศ 6/6/2554
เปิดอ่าน 18681
 
   
อาโป อาโป 6/6/2554
เปิดอ่าน 18959
 
   
กิจกรรมเพื่อชุมชนบ้านเกิดในช่วงเทศกาลปีใหม่ของศิษย์ มจร. 5/1/2554
เปิดอ่าน 19606
 
   
ไปเยือนมหาจุฬาฯท่าพระจันทร์อีกครั้ง ...เล่าโดยธฤญเดชา 2/4/2553
เปิดอ่าน 19399
 
   
เรื่องเล่าของศิษย์เก่า มจร. คนหนึ่ง 17/3/2553
เปิดอ่าน 21052
 
 
 
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาบาลีวิชชาลัย
พระราม2.คอม อาเนญชาดา หาโรงเรียนให้ลูก
สมาคมชาวปักษ์ใต้ ประตูสู่อีสานบ้านเฮา
ศาสตราจารย์ ดร.สมาน งามสนิท สมัครครู รับสมัครครู
ชมรมพุทธศาสตรบัณฑิต41 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กองแผนงาน สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทร ๐๓๕-๒๔๘๐๑๗, ๐๘๖-๐๔๖๕๑๒๒
Email :