เรื่องเล่าชาวมจร.

รางวัลสำหรับชายทรยศ

แววตาของสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมนี้ ทำเอาผมกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก วันนี้ดูเธอเย็นชา คงหมดอาลัยยินดีในตัวผมเสียให้แล้ว ผมสูดลมหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“พี่จะจากผมไปจริง ๆ หรือครับ”

“ฮื่อ” เธอตอบรับ  “พี่ว่า เราก็อยู่ด้วยกันมานานแล้ว และคงถึงเวลาแล้วล่ะที่เธอจะเลือกเส้นทางของเธอ ส่วนพี่...” น้ำเสียงเธอหยุดแค่นั้น

“พี่..? ทำไมหรือครับ” ผมรอไม่ไหว รีบซัก

เธอ เบือนหน้าหนีไปจากผม มองผ่านหน้าต่างออกไปยังป่าหญ้ากว้างสุดสายตานอกกำแพงอพาร์ตเม้นท์ สีหน้าเธอเรียบเฉยราวกับปลงแล้วทุกสิ่ง หากแต่ยังมีบางสิ่งที่บ่งบอกว่า เธอไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรนัก นั่นประไร หยดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มนั่นไง ผมคุ้นเคยดีกับหยดน้ำตาของผู้หญิง และแม้กับสตรีผู้นี้ เธอคงโกรธและเกลียดผมอย่างมากเป็นที่สุด แม้หน้าผมเธอจึงไม่อยากมอง

“พี่ต้องลาแล้วล่ะ” เธอพูดเพียงสั้น ๆ  แค่นั้น

“เดี๋ยวก่อนครับพี่ บอกผมสักนิดเถอะ พี่จะไปไหน” ผมรีบถาม แต่ไม่มีเสียงตอบจากเธอ

กว่า หกปีแล้ว ที่ผมอยู่กินกับสตรีผู้นี้  เธออายุน้อยกว่าแม่ผมเพียงห้าปีเท่านั้น เราพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านถนนท่าข้าม เพียงพบกันครั้งแรกก็รู้สึกต้องในชะตา จึงติดต่อคบหาเรื่อยมา จนในที่สุด ผมย้ายตัวเองจากห้องเช่าห้องแคบ ๆ แถวสะแกงามมาอยู่กับเธอที่อพาร์ตเม้นท์แห่งนี้ ซึ่งใหญ่โต กว้างขวาง สะดวกสบาย มีคีย์การ์ดเข้าออก ปลอดภัยดีมาก ๆ

ผมขับมอเตอร์ไซค์วิ นที่หน้าห้างบิ๊กซี รายได้ไม่แน่นอนนัก รับส่งผู้โดยสารได้วันละ 140-200 บาท วันไหนโชคเข้าข้าง ได้ 300 วัน วันนั้นผมจะยิ้มทั้งวันเลย วันไหนรู้สึกขี้เกียจ ผมก็นอนเล่นอยู่ในห้อง ไม่ออกไปวิ่ง นอนดูทีวี  ร้องคาราโอเกะที่ห้อง ส่วนเธอเป็นผู้จัดการอพาร์ตเม้นท์แห่งนี้ ห้องของเราอยู่ชั้นสองของตึก เธอซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอเอง

เธอ เคยมีสามีมาแล้ว แต่มีเหตุให้หย่าร้างหลังแต่งงานกันได้เพียงสองปี ทิ้งลูกน้อยคนหนึ่งให้ยายเลี้ยงดู หลังจากนั้นเธอก็อยู่ตัวคนเดียวเรื่อยมา จนกระทั่งตกลงปลงใจอยู่กินกับผม

ตลอดเวลาที่อยู่กับเธอ ชีวิตผมไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก แต่ผมก็ยังรู้สึกขาดบางสิ่งบางอย่างอยู่ดี นี่อายุผมก็ปาเข้าไปตั้ง 37 แล้ว ยังไม่รู้เหมือนกันว่า ผมต้องการอะไรกันแน่ในชีวิตนี้ สมบัติที่พอมีอยู่ก็เจ้ามอเตอร์ไซค์เก่า ๆ คันเดียวนี้แหละ ตอนซื้อมาสี่หมื่นกว่า ผ่อนอยู่หลายปีกว่าจะหมด ใจจริงผมยังไม่ต้องการมีเมียเลย ความรู้สึกต้องการมีครอบครัว มีลูก ยังอยู่ห่างไกลผมเสียเหลือเกิน ผมอยู่กับเธอคนนี้ เพราะต้องการพึ่งพาอาศัยเธอมากกว่า

ระยะหลัง ๆ เราทะเลาะกันบ่อยครั้ง ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่ผมไปติดเด็กสาว ๆ ซึ่งเธอไม่พอใจอย่างมาก ด่าว่าผมหลายครั้ง แต่ก็ไม่รุนแรงถึงกับลงไม้ลงมืออะไรกัน จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยคิดจริงจังกับใครที่ไหนอยู่แล้ว ก็แค่สนุก ๆ เป็นครั้ง ๆ ไปเท่านั้น แต่ครั้งล่าสุดนี้ ผมไม่กลับมานอนที่ห้องสองคืน เธอต่อว่าผมอย่างแรงขนาดขึ้นกูขึ้นมึงกัน  ผมรู้ตัวดีว่าตนเองผิดก็เลยหลบออกไปเสีย กลับมาอีกทีเกือบบ่ายสามโมงตั้งใจว่าจะมาขอโทษและทำความเข้าใจกับเธอ

“พี่ ขอให้เธอโชคดีนะ ห้องนี้ พี่มอบให้เธอ แล้วเธอจะรู้เอง พี่ไปไหน”  เธอพูดแค่นั้น ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อ เธอก็หิ้วกระเป๋าเดินออกจากห้องไป

ผมสังเกตรอบ ๆ ห้อง เห็นได้ชัดว่า ห้องพักเล็ก ๆ วันนี้ ดูสะอาดกว่าปกติ เธอคงเก็บกวาดตั้งแต่เมื่อตอนเช้า  ผมเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง พบกระดาษโน้ตที่เธอเขียนไว้

 “สุวรรณ
พี่ขอขอบใจเธอที่อยู่เป็น เพื่อนที่ดีของพี่ตลอดมา แม้จะมีอะไรที่เราผิดใจกันบ้าง พี่ขออภัยและพี่ก็ให้อภัยเธอ ห้องนี้ พี่ขอมอบให้เธอ พร้อมเงินที่ลิ้นชักใต้โต๊ะอีก 4 หมื่นนะ  คงจะทำให้เธอไม่ลำบากอะไรมาก
ขอให้โชคดี
  วัสสิกา”

ผม รีบวิ่งไปที่บันไดตึก วิ่งลงมาชั้นล่าง สอดส่ายสายตาหาพี่วัสสิกา วิ่งออกไปที่ประตูทางเข้าอพาร์ทเม้นท์ ไม่มีแม้เงาของเธอ โธ่...พี่วัสสิกา

ผม บอกไม่ถูกว่า ดีใจหรือเสียใจ มันระคนปนเปกันไปหมด คิดไปต่าง ๆ นานา พี่แกจะไปมีแฟนใหม่ ?  หรือแกจะคิดสั้น ?  ไม่น่านะ ?  รู้สึกดีใจ เฮ้ย..เรามีบ้านเป็นของตนเองแล้ว มีเงินติดตัวอีกตั้งสี่หมื่น สบายแล้วเรา  พี่วัสสิกาใจดีจัง ขอบคุณมาก พี่ขอบคุณมาก .. แกไปก็ดีแล้ว เราเป็นอิสระแล้วล่ะคราวนี้...  พี่แกจะไปไหนนะ  คงไม่มีเรื่องอะไรร้าย ๆ กับพี่แกนะ ฯลฯ

----------

ผ่านไปปีกว่า ๆ วันหนึ่งผมวิ่งรถไปส่งผู้โดยสารที่สำนักสงฆ์แทนวันดี ขณะผมกำลังขับรถออกจากวัด สายตาผมก็สะดุดที่สุภาพสตรีร่างสูงโปร่ง ในชุดขาวที่กำลังกวาดลานวัดอยู่

 “แม่ชี” ผมพึมพำพลางดับเครื่องยนต์ วิ่งไปกราบแทบเท้าแม่ชีวัสสิกา น้ำตาผมไหลซึมอาบแก้ม รู้สึกดีใจ ตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก แม่ชีใบหน้าผุดผ่อง มองมายังผมด้วยสายตาอ่อนโยน “คงสบายดีนะ” แม่ชีถาม “ครับ ผมสบายดี ไม่นึกว่า พี่...บวชชี  ผมดีใจด้วยจริง ๆ  ขออนุโมทนาครับ”  พูดคุยกับแม่ชีพักใหญ่ ๆ ผมจึงขอลากลับ

ขากลับมาห้างบิ๊กซี ผมยิ้มกับตัวเองมาตลอดทาง ผมพบแล้ว สิ่งที่ผมค้นหามานาน  สิ่งที่ผมขาดอยู่ กำลังจะถูกเติมเต็ม ผมเห็นทางสว่างแล้ว ขณะกำลังเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 2

เอี๊ยดดด....โครม!   ความเจ็บปวดสุดคณาเกิดขึ้นกับผมในฉับพลัน หูแว่ว ๆ เสียง “รถชนกัน รถวินเจ็บหนัก ช่วยกันหน่อยเร็ว”

--------------
เขียนไว้เมื่อ 12 กันยายน 2549 เอามาปันกันอ่านครับ
--------------
ธฤญเดชา  ลิภา


ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม : Download? (4 kb)

เขียนเมื่อ 6 มิถุนายน 2554 | อ่าน 18681
เขียนโดย ชมรมพุทธศาสตร์บัณฑิต 41

 
  อ่าน เรื่องเล่าชาวมจร. อื่นๆ
 
   
รางวัลสำหรับชายทรยศ 6/6/2554
เปิดอ่าน 18681
 
   
อาโป อาโป 6/6/2554
เปิดอ่าน 18958
 
   
กิจกรรมเพื่อชุมชนบ้านเกิดในช่วงเทศกาลปีใหม่ของศิษย์ มจร. 5/1/2554
เปิดอ่าน 19606
 
   
ไปเยือนมหาจุฬาฯท่าพระจันทร์อีกครั้ง ...เล่าโดยธฤญเดชา 2/4/2553
เปิดอ่าน 19399
 
   
เรื่องเล่าของศิษย์เก่า มจร. คนหนึ่ง 17/3/2553
เปิดอ่าน 21052
 
 
 
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาบาลีวิชชาลัย
พระราม2.คอม อาเนญชาดา หาโรงเรียนให้ลูก
สมาคมชาวปักษ์ใต้ ประตูสู่อีสานบ้านเฮา
ศาสตราจารย์ ดร.สมาน งามสนิท สมัครครู รับสมัครครู
ชมรมพุทธศาสตรบัณฑิต41 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กองแผนงาน สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทร ๐๓๕-๒๔๘๐๑๗, ๐๘๖-๐๔๖๕๑๒๒
Email :